เรื่องราวของเซราวี
นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญมีบทบาทสำคัญในทุกเรื่องราวของเซราวี จุดเริ่มต้นของเรามาจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลผิว ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังชั้นนำ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพผิวของแพทย์ผิวหนัง เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา และความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพผิวนี้ คือ สิ่งที่เรายึดมั่นอย่างต่อเนื่อง
สารบัญ
- SPF และ PA คืออะไร ต่างกันอย่างไร?
- ค่า SPF 50 PA+++ หมายความว่าอะไร ป้องกันแดดได้กี่ชั่วโมง?
- วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง ต้องทาปริมาณเท่าไหร่? (กฎ 2 ข้อนิ้ว)
- ควรทาครีมกันแดดตอนไหน และต้องทาซ้ำบ่อยแค่ไหน?
- ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเลือกอย่างไร ยี่ห้อไหนดี?
SPF และ PA คืออะไร ต่างกันอย่างไร?
SPF และ PA คือ ค่าบ่งบอกการปกป้องรังสี UV คนละชนิด โดย SPF ป้องกันรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดด ส่วน PA ป้องกันรังสี UVA ซึ่งเจาะลึกถึงชั้นผิวและทำให้เกิดริ้วรอย ฝ้า และกระ ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพจึงต้องมีทั้งสองค่านี้ควบคู่กัน
- UVA (ผิวแก่) : ส่งผลกระทบต่อผิวได้แม้อยู่ในที่ร่มหรือในวันที่มีเมฆมาก ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวชั้นลึก เร่งให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวหย่อนคล้อยก่อนวัย
- UVB (ผิวไหม้) : ทำปฏิกิริยากับผิวชั้นนอก ทำให้ผิวแสบแดง ไหม้แดด และเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งผิวหนังหากได้รับสะสมในปริมาณมาก
ค่า SPF 50 PA+++ หมายความว่าอะไร ป้องกันแดดได้กี่ชั่วโมง?
ตัวเลขและเครื่องหมายบวกหลังค่า SPF และ PA ไม่ได้บอกถึงจำนวนชั่วโมงที่ช่วยกันแดด แต่บอกถึงประสิทธิภาพและระดับการปกป้องเทียบกับการไม่ทาอะไรเลย ยิ่งค่าสูงยิ่งปกป้องได้ดีขึ้น โดย SPF 50 ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ราว 98% ขณะที่ PA+++ เป็นการปกป้องรังสี UVA ในระดับสูง เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง
วิธีคำนวณระยะเวลาปกป้องผิวของค่า SPF
SPF คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวเริ่มไหม้แดดคูณด้วยค่า SPF เช่น หากปกติผิวเริ่มแดงหลังโดนแดด 10 นาที การทา SPF 50 จะช่วยยืดเวลาออกไปได้ประมาณ 500 นาที หรือประมาณ 8 ชั่วโมง แต่ปัจจัยอย่างเหงื่อ การเสียดสี หรือปริมาณการทาที่ไม่เพียงพอ จะทำให้ระยะเวลาการปกป้องจริงลดลง จึงควรทาซ้ำระหว่างวันเป็นประจำ
ระดับความหมายของเครื่องหมาย + ในค่า PA
เครื่องหมายบวกหลัง PA แสดงถึงระดับการปกป้องรังสี UVA ดังนี้
- PA+ : ป้องกันระดับพื้นฐาน เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในอาคารเป็นหลัก
- PA++ : ป้องกันระดับปานกลาง เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไป
- PA+++ : ป้องกันระดับสูง เหมาะกับการออกแดดเป็นประจำ
- PA++++ : ป้องกันระดับสูงสุด เหมาะกับผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเผชิญแดดจัดเป็นเวลานาน
วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง ต้องทาปริมาณเท่าไหร่?
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับใบหน้า คือ ประมาณ 2 ข้อนิ้ว (1.2–1.4 กรัม) ซึ่งเป็นปริมาณมาตรฐานตามงานวิจัยเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามที่ระบุบนฉลาก หากทาน้อยกว่านี้ ประสิทธิภาพการปกป้องรังสี UV จะลดลงอย่างมาก
- บีบเนื้อครีมลงบนปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางให้เต็มความยาวทั้งสองข้อนิ้ว
- แต้มครีม 5 จุดบนใบหน้า ได้แก่ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูก และคาง
- เกลี่ยเนื้อครีมอย่างเบามือให้ทั่วใบหน้า ไม่ควรถูแรง
- ทาเพิ่มเติมบริเวณคอ ใบหู และขอบผมเพิ่มเติม อีก 1-2 ข้อนิ้วซึ่งเป็นจุดที่มักถูกมองข้าม
- รอให้ครีมกันแดดเซ็ตตัวประมาณ 15–20 นาทีก่อนออกแดดหรือแต่งหน้า
ควรทาครีมกันแดดตอนไหน และต้องทาซ้ำบ่อยแค่ไหน?
ควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15–20 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเซ็ตตัวเป็นฟิล์มปกป้องผิว หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งต่อเนื่อง ควรทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง หรือทาซ้ำทันทีหลังว่ายน้ำและเช็ดเหงื่อ เพราะประสิทธิภาพของครีมกันแดดจะลดลงตามเวลา แม้จะอยู่ในอาคารหรือใกล้หน้าต่างก็ยังมีรังสี UVA ผ่านกระจกเข้ามาได้ จึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน
ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเลือกอย่างไร ยี่ห้อไหนดี?
ผิวแพ้ง่ายควรเลือกครีมกันแดดสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม และมีส่วนผสมที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว เช่น เซราไมด์ เพื่อลดโอกาสการระคายเคือง สามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่ทำให้ผิวแห้งหรือรู้สึกไม่สบายผิว หนึ่งในแบรนด์ที่ตอบโจทย์และแพทย์ผิวหนังแนะนำ คือ CeraVe ด้วยจุดเด่นในการพัฒนาสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ ครีมกันแดด CeraVe ปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพควบคู่กับการดูแลปราการผิว โดยสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย ได้แก่
| สิ่งที่ควรมองหา | เหตุผลที่สำคัญกับผิวแพ้ง่าย |
|---|---|
| ปราศจากน้ำหอม | ลดโอกาสแพ้และระคายเคืองจากสารแต่งกลิ่น |
| มีเซราไมด์ | เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง คงความชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง |
| เนื้อบางเบา | ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ลดการอุดตันและการเสียดสีผิว |
| ผ่านการทดสอบ Hypoallergenic | การันตีความอ่อนโยน เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่ายพิเศษ |
| ค่าปกป้องสูง (SPF 50 / PA+++) | ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ครอบคลุมและยาวนาน |
ดูแลผิวให้แข็งแรงเริ่มต้นจากการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธีในทุกวัน ครีมกันแดด CeraVe คิดค้นร่วมกับแพทย์ผิวหนังเพื่อมอบผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการทั้งกันแดดและบำรุงปกป้องผิวไปพร้อมกัน
เลือกซื้อกันแดด CeraVe ทุกสูตรที่นี่
แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญคือหัวใจสำคัญของเซราวี
นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญมีบทบาทสำคัญในทุกเรื่องราวของเซราวี จุดเริ่มต้นของเรามาจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลผิว ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังชั้นนำ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพผิวและภาวะผิวต่าง ๆ เช่น ผิวหนังอักเสบ สิว และผิวแห้ง ของแพทย์ผิวหนัง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ความร่วมมือนี้เป็นมากกว่าแค่การปรึกษา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเซราวีได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรู้ระดับมืออาชีพ และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อสุขภาพผิว คำมั่นสัญญาของเราในการทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนัง ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ แต่เป็นสัญญาที่เรายึดมั่นในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างสรรค์ขึ้น
^ US Patent 6,709,663
*จากผลการสำรวจการแนะนำผลิตภัณฑ์โดยแพทย์ผิวหนังในสหรัฐอเมริกา 1,341 คน เมื่อ มิ.ย. 2564 - มิ.ย. 2565 โดย IQVIA ประเทศสหรัฐอเมริกา
FAQ
-
จำเป็น เพราะรังสี UVA สามารถทะลุผ่านกระจกและเมฆเข้ามาได้ แม้อยู่ในอาคาร นอกจากนี้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ และหลอดไฟ ก็ส่งผลต่อผิวได้เช่นกัน จึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันแม้ไม่ได้ออกไปข้างนอก
อยู่บ้านทั้งวันจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม?
-
มักเกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้น การลงสกินแคร์ไม่เพียงพอ หรือเนื้อครีมมีเนื้อสัมผัสไม่เข้ากับสภาพผิว ควรบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนทาครีมกันแดด และรอให้แต่ละขั้นตอนซึมเข้าสู่ผิวก่อนลงผลิตภัณฑ์ถัดไป
ทาครีมกันแดดแล้วหน้าเป็นขุย เกิดจากอะไร แก้ยังไง?
-
ไม่แนะนำ เพราะการผสมจะทำให้ปริมาณครีมกันแดดต่อพื้นที่ผิวลดลง ส่งผลให้ค่า SPF และ PA ที่ได้จริงต่ำกว่าที่ระบุไว้ ควรทาครีมกันแดดให้ซึมก่อน แล้วจึงทารองพื้นทับในภายหลัง
สามารถผสมครีมกันแดดกับรองพื้นก่อนทาได้ไหม?
-
สามารถทาได้ แต่เนื้อครีมกันแดดสำหรับผิวหน้ามักมีราคาสูงกว่าครีมกันแดดสำหรับผิวกาย และเน้นการดูแลผิวหน้าโดยเฉพาะ ผิวกายมีพื้นที่ต้องใช้ปริมาณมากกว่าผิวหน้าหลายเท่า แนะนำให้แยกใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวกายโดยเฉพาะจะคุ้มค่ากว่า
ครีมกันแดดทาหน้าสามารถนำมาทาตัวได้หรือไม่?
-
เกิดจากการทาเนื้อครีมหนาเกินไปในครั้งเดียว แนะนำให้แบ่งทาเป็น 2 รอบบาง ๆ หรือเลือกใช้กันแดดสูตรเนื้อบางเบาที่เกลี่ยง่ายและซึมไว เพื่อลดคราบขาวและคงประสิทธิภาพการปกป้องไว้เท่าเดิม
ทำไมทาครีมกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้วแล้วหน้าถึงวอก มีวิธีแก้ไหม?